เมื่ออาหารลงไปสู่ท้อง ขั้นตอนต่อไปก็เป็นหน้าที่ของกระเพาะและระบบทางเดินอาหารในการย่อยและดูดซึมอาหารเพื่อไปใช้ในร่างกาย แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากกระเพาะมีแก๊สมาก จนบวมเป่งแล้วบิดตัว? อาการนี้ในสุนัขเรียกว่าโรคกระเพาะบิด และถือว่าเป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิตสุนัขแม้จะเกิดขึ้นอย่างไม่รุนแรงก็ตาม เจ้าของน้องหมาทุกคนควรเรียนรู้อาการนี้ไว้ โดยเฉพาะผู้ที่เลี้ยงสุนัขพันธุ์ใหญ่หรือมีญาติของน้องหมาที่เคยเป็นโรคนี้ เพื่อให้ช่วยชีวิตน้องหมาสุดรักได้ทันท่วงที
โรคกระเพาะบิดในสุนัขคืออะไร?
โรคกระเพาะบิด หรือชื่อเต็ม ๆ ว่า ภาวะกระเพาะอาหารขยายและบิดหมุน (Gastric Dilatation Volvulus – GDV) เป็นโรคด้านระบบทางเดินอาหารที่เกิดขึ้นได้กับสุนัขทุกตัว โดยเฉพาะสุนัขพันธุ์ใหญ่ หรือมีประวัติญาติเป็นโรคนี้ สุนัขจะมีอาการท้องกางขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากแก๊สในกระเพาะ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นจะไปกดบริเวณกะบังลมและระบบทางเดินหายใจ ทำให้น้องหมาหายใจได้ลำบากมากขึ้น เลือดไปกองอยู่บริเวณด้านหลังของร่างกาย หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกายได้เหมือนเดิม ซึ่งเมื่อกระเพาะขยายมาก ๆ ก็จะส่งผลให้เกิดอาการกระเพาะหมุน โดยอาจหมุน 90° ไปจนถึง 360° เลยทีเดียว นี่จะทำให้ม้ามกับตับอ่อนบิดตามไปด้วยจนเลือดไม่สามารถไหลเวียนได้เลย จากนั้นตับอ่อนก็เริ่มปล่อยฮอร์โมนที่เป็นพิษออกมา หนึ่งในฮอร์โมนเหล่านั้นคือตัวที่จะไปหยุดการเต้นของหัวใจ สุนัขอาจช็อกเสียชีวิตได้ ดังนั้นเมื่อเจ้าของพบอาการดังกล่าว ต้องรีบนำสุนัขไปพบสัตวแพทย์ทันที ซึ่งหากทำการศึกษาอาการไว้ล่วงหน้า เจ้าของจะช่วยให้สุนัขมีโอกาสรอดชีวิตได้มากขึ้น
9 สาเหตุของโรคกระเพาะบิดในสุนัข
ปัจจุบันสาเหตุของโรคกระเพาะบิดนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด โดยอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้
1. สายพันธุ์สุนัขที่มีความเสี่ยงเป็นโรคกระเพาะบิด
สุนัขที่มีช่วงหน้าอกใหญ่ลึก เป็นพันธุ์ที่มีโอกาสเกิดโรคกระเพาะบิดได้มากที่สุด ดังนี้
- เกรทเดน
- คอลลี่
- เยอรมันเชพเพิร์ด
- ไวมาราเนอร์
- โดเบอร์แมน
- เซนท์เบอร์นาร์ด
- ไอริช เซ็ตเตอร์
- ไอริช วูล์ฟฮาวด์
- กอร์ดอน เซ็ตเตอร์
- บลัดฮาวด์
- บาวเซ็ตต์ ฮาวด์
- เกรย์ฮาวด์
- อะกิตะ อินุ
- นิวฟาวด์แลนด์
- ร็อตไวเลอร์
โดยสุนัขพันธุ์ผสมก็มีโอกาสเป็นโรคกระเพาะบิดได้ 6.0% – 15.7% ของสุนัขที่เป็นโรคกระเพาะบิดจะเป็นสุนัขพันธุ์ผสม
2. เพศของสุนัข
มีโอกาสเกิดโรคกระเพาะบิดในสุนัขเพศผู้มากกว่าสุนัขเพศเมียถึง 2 เท่า แต่การทำหมันจะช่วยลดโอกาสเกิดโรคได้
3. สุนัขอายุมาก
สุนัขที่มีอายุมากกว่า 7 ปีนั้น มีโอกาสเป็นโรคกระเพาะบิดมากกว่าสุนัขอายุ 2-4 ปีถึงสองเท่า
4. สุนัขที่มีน้ำหนักตัวมาก
น้ำหนักก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค โดยพบว่าสุนัขที่มีน้ำหนักมากกว่า 40 กิโลกรัม จะมีโอกาสเป็นโรคกระเพาะบิดมากกว่าตัวที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 10 กิโลกรัม
5. การออกกำลังกายหลังกินข้าว
การออกกำลังกาย วิ่งเล่น หรือนั่งรถหลังกินข้าวทันที จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการโรคกระเพาะบิดในสุนัขได้
6. กินเร็วเกินไป หรือได้กินข้าวแค่วันละมื้อ
อีกปัจจัยเสี่ยงโรคกระเพาะบิดคือการกินอาหารที่เร็วเกินไป ไม่ว่าจะเป็นนิสัย หรือเพราะได้กินข้าวเพียงวันละมื้อ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการกลืนอากาศลงไปขณะกินด้วย หากต้องการป้องกันไม่ให้เกิดโรคเจ้าของควรเปลี่ยนมาเป็นการให้อาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ หลายมื้อในแต่ละวัน และเพิ่มสัดส่วนของอาหารเม็ดและอาหารเปียก หรืออาจลองใช้ชามฝึกกินช้า ซึ่งจะช่วยลดการสำลักได้ด้วย ทั้งนี้ปริมาณอาหารที่เหมาะสมสำหรับสุนัขในแต่ละวัยก็แตกต่างกันออกไป
7. กินน้ำเยอะเกินไป
การดื่มน้ำเยอะ ๆ อย่างรวดเร็วนั้นจะเพิ่มความเสี่ยงโรคกระเพาะบิด เปลี่ยนมาให้น้องหมากินน้ำน้อย ๆ แต่บ่อยครั้งแทน
8. สุนัขที่ตื่นเต้นหรือขี้กังวล
มักพบอาการกระเพาะบิดในสุนัขที่มีความตื่นเต้นหรือกังวลเป็นพิเศษ เนื่องจากเมื่อสุนัขเครียด กังวล กระเพาะอาหารจะบีบตัวน้อยลง และไปเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรค
9. มีญาติที่เคยเป็นโรคกระเพาะบิด
หากน้องหมามีญาติพี่น้องที่เคยมีอาการโรคกระเพาะบิดให้ทำการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และงดกิจกรรมที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอาการนี้ ที่สำคัญคือหากทราบว่าสุนัขมีอาการนี้ก็ไม่ควรนำมาทำเป็นพ่อพันธุ์หรือแม่พันธุ์ ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนี้ในรุ่นลูก

วิธีสังเกตอาการโรคกระเพาะบิดในสุนัข
อาการของโรคกระเพาะบิดจะเกิดเมื่อท้องบวมเป่งแล้วบิดตัว ทำให้ในกระเพาะมีแก๊สอยู่เยอะจนกลายเป็นอาการที่อันตรายถึงชีวิตได้ โดยจะสังเกตได้จากอาการดังนี้
- ช่องท้องของสุนัขขยายใหญ่ผิดปกติ
- ทำเสียงแหวะ โดยที่ไม่อาเจียนออกมา หรืออาเจียนเป็นฟองขาว
- โก่งตัว
- หายใจถี่
- น้ำลายไหลผิดปกติ
- กระสับกระส่าย อยู่ไม่สุข
- มองดูท้องตลอด
- สุนัขร้องครวญครางเมื่อสัมผัสโดนท้อง
- เมื่อตีที่ท้องของสุนัขเบา ๆ มีเสียงคล้ายตีกลอง
- เหงือกสีซีด
- ช็อก
โดยสุนัขจะมีอาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติและชีพจรอ่อนลงเรื่อย ๆ ภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมงหลังมีอาการ และจะหอบ ท้องบวมเป่ง อ่อนแรงจนนอนหมอบไปกับพื้น ซึ่งวิธีช่วยชีวิตคือการผ่าตัดและหมุนกระเพาะกลับคืน แต่ก็มีโอกาสที่สุนัขจะเสียชีวิตได้ ทางที่ดีคือให้นำสุนัขไปพบสัตวแพทย์ให้เร็วที่สุด
อย่างไรก็ดี หากน้องหมามีอาการบางข้อ แต่ดูแล้วยังไม่เข้าข่ายโรคกระเพาะบิด อาจเป็นอาการอื่น ๆ ลองมาทำความรู้จักกับอาการป่วยของสุนัขที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร
วิธีวินิจฉัยโรคกระเพาะบิดในสุนัข
หากสัตวแพทย์สงสัยว่าสุนัขกำลังเผชิญกับอาการกระเพาะบิด จะมีการตรวจวินิจฉัยเพื่อความแน่ใจดังนี้
ตรวจเลือดสุนัข
สัตวแพทย์จะแนะนำให้ทำการตรวจเลือด เพื่อดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เกลือแร่ และตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะ นี่จะทำให้สัตวแพทย์ได้รู้ว่าน้องหมากำลังเผชิญกับอาการอะไรกันแน่ เนื่องจากมีโรคระบบทางเดินอาหารอื่น ๆ ที่มีอาการคล้ายโรคกระเพาะบิดได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีการตรวจแก๊สในเลือดที่ทำให้ทราบถึง pH ที่บอกสภาวะของกรดและเบสในร่างกาย และ pO2 ที่บอกระดับก๊าซออกซิเจนในเลือดเพื่อดูความเสียหายของระบบทางเดินหายใจ
เอกซเรย์ หรือสแกนดูกระเพาะ
เพื่อดูว่ากระเพาะกำลังขยาย หรือบิดตัวอยู่หรือไม่ นอกจากนี้อาจมีการตรวจอื่น ๆ ตามที่ศัลยแพทย์แนะนำ
ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจในกรณีนี้ทำเพื่อประเมินอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งมักเกิดในระยะหลังของโรคนี้
การรักษาโรคกระเพาะบิดในสุนัข
หลังจากวินิจฉัยโรคและทราบความรุนแรงของอาการแล้ว สัตวแพทย์จะทำการรักษาดังนี้
ให้ยา น้ำเกลือและออกซิเจน
เมื่อสุนัขมีอาการกระเพาะบิด มักจะเกิดภาวะช็อก และความดันโลหิตต่ำในเกณฑ์ที่อันตรายถึงชีวิต การให้ยา น้ำเกลือและออกซิเจนจะช่วยเพิ่มความดันโลหิตของสุนัข รวมไปถึงการได้รับยาแก้ปวดจะช่วยให้น้องหมาเจ็บปวดน้อยลง
ระบายแก๊สออกจากกระเพาะ
ก่อนที่จะทำการผ่าตัด สัตวแพทย์จะต้องหาทางระบายแก๊สบางส่วนออกมาจากกระเพาะให้ได้ โดยจะมีการสอดท่อลงไปทางหลอดอาหารเพื่อระบายลมและน้ำออกมา รวมไปถึงอาจมีการล้างท้องเพื่อนำอาหารที่ค้างอยู่ออกมาจากกระเพาะให้หมด
การผ่าตัดรักษาโรคกระเพาะบิด
สัตวแพทย์จะทำการผ่าตัดเปิดหน้าท้องเพื่อบิดกระเพาะกลับ และตรวจสอบแผลหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับกระเพาะ รวมไปถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับม้ามและตับอ่อน ซึ่งอยู่ใกล้กระเพาะและอาจโดนบิดไปด้วย หากเสียหายมากคุณหมอจะผ่าตัดออก สำหรับขั้นตอนนี้ คุณหมออาจทำการเย็บกระเพาะกลับเข้าที่เพื่อลดโอกาสเกิดซ้ำสอง หรือที่เรียกว่าเย็บติดกระเพาะอาหารและผนังช่องท้อง (Gastropexy)
การพักฟื้นหลังการผ่าตัดกระเพาะสุนัข
หลังการผ่าตัด สุนัขจะต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลหรือคลินิกเพื่อตรวจเช็กอาการแทรกซ้อนหรืออาการติดเชื้อต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ รวมไปถึงดูแลปัญหาเรื่องหัวใจเต้นผิดจังหวะ น้องหมาจะสามารถกลับบ้านได้หลังจากไม่มีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ แล้ว ซึ่งเมื่ออยู่บ้านจะต้องงดเว้นการออกกำลังกายเป็นระยะเวลาหนึ่งเพื่อความปลอดภัย รวมไปถึงเปลี่ยนมาให้อาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ แทน โดยเจ้าของจะต้องดูแลสุนัขอย่างใกล้ชิด หากมีอาการเบื่ออาหาร, หมดแรง, อาเจียน, ท้องบวม ให้นำไปพบสัตวแพทย์ทันที
การุณยฆาตสุนัข
อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าโรคกระเพาะบิดเป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิต ดังนั้นหากอาการของสุนัขแย่มาก ๆ มีโรคร้ายอื่นร่วมด้วย หรือมีโอกาสรอดไม่มากนัก สัตวแพทย์อาจแนะนำให้ทำการุณยฆาต เพื่อให้น้องหมาได้จากไปอย่างไม่ทรมาน

5 วิธีป้องกันโรคกระเพาะบิดในสุนัข
เนื่องจากยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่ชัดของโรคกระเพาะบิด ทำให้ไม่มีวิธีการป้องกันโรคนี้อย่าง 100% แต่ก็สามารถป้องกันจากสาเหตุที่มักทำให้เกิดโรคกระเพาะบิด ดังนี้
สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด
โดยเฉพาะหากสุนัขของคุณเปà¹
